สำหรับคนที่เต็มไปด้วยความรัก หน้าตา ผิวพรรณ ก็จูดสดใส จิตใจร่าเริงเบิกบาน พูดจาดี ทำดี คิดดี ซึ่งคุณเชื่อหรือไม่ว่าความรักช่วยบำบัดโรคต่างๆได้ตัวอย่างเช่น โรคต่อไปนี้

1. โรคสมองเสื่อม

ความรัก และ การสมผัส จะช่วยกระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองที่มีอยู่เต็มไปหมดให้เกิดการเติบโต และกลับมาทำงานดีขึ้น เพราะโรคสมองเสื่อมมักจะขาดน้ำหล่อเลี้ยง และการเชื่อมโยงกันของเซลล์ ดังนั้น การกอด การนวด การสัมผัส โดยความจริงใจ สัมผัสที่มาจากความรักจะเป็นการช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้กลับมาทำงานดีขึ้นอีกครั้งและจะแตกออกไปได้ถ่วนทั่วสมองเหมือนรากแก้วของต้นไม้ โดยผู้ป่วยจะเกิดความคิดใหม่ๆขึ้นมากมาย ซึ่งความรู้สึกเหงา เฉยชา จะถูกกำจัดออกไป

2. โรคถูมิแพ้

โรคภูมิแพ้จะมีอาการกำเริบเมื่อร่างกายเกิดความเครียด เช่นในช่วงเวลาก่อนสอบ มีงานเร่งๆ นอนดึก กินเยอะ อกหัก เป็นต้น ภูมิแพ้มีได้ตั้งแต่การแพ้ขึ้นจมูก เครียดลงลำไส้ลงกระเพาะทำให้ท้องอืด หรือ มีอาการคล้ายกับคนท้องเสีย บางทีก็เครียดลงผิวทำให้ เกิดผดผื่นขึ้น การบำบัดด้วยรักจะช่วยบรรเทาได้ โดยเฉพาะรักที่บริสุทธิ์ รักที่ไม่หวังผลอะไร

3. โรคซึมเศร้า

โรคซึงเศร้าคือโรคที่ สารเคมีแห่งความสุขที่มีชื่อว่า “ซีโรโทนิน” ร่วมกับการขาด “วิตามินดี” ซึ่งมีส่วนช่วยให้อารมณ์ดี ซึ่งกิจกรรมแห่งความรัก จะช่วยเพิ่มซีโรนินในสมองให้เยอะขึ้น กิจกรรมที่ว่าก็อย่างเช่น การออกกำลังกาย การออกไปปิคนิค ไปเที่ยวทะเลย ทำกับข้าวด้วยกัน ดูรูปถ่ายแห่งความหลัง ถ้าในผู้สูงอายุได้ลูกหลานมาบีบนวดให้ก็จะเป็นการช่วยได้มากเลยทีเดียว

โรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคทั่วไปที่ใครๆ ก็คุ้นเคยจากคนรอบข้างหรือตนเองที่เคยเป็น โรคไส้ติ่งอักเสบไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง เป็นได้ในทุกเพศ ทุกวัย สามารถรักษาได้ แต่หากปล่อยไว้นานก็เป็นอันตรายต่อชีวิตได้เนื่องจากไส้ติ่งแตก หากมีอาการปวดท้องมากๆ ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัยแก่ตัวเราเอง อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ คือ จะมีอาการปวดท้องด้านล่างขวาหรือท้องน้อย ลักษณะของท้องจะแข็งแน่น แต่บางรายก็อาจจะเริ่มปวดที่สะดือก่อนแล้วจึงย้ายมาปวดที่ท้องน้อยด้านขวา จะมีอาการปวดมากๆ ซึ่งแตกต่างจากอาการปวดท้องปกติทั่วไป มีอาการคลื่นไส้ มีไข้ หากปล่อยไว้นานไม่ยอมไปพบแพทย์จะทำให้ไส้ติ่งแตกจนเป็นปัญหาต่อเยื้อบุช่องท้องอักเสบ เพราะเชื้อโรคที่อยู่ในไส้ติ่งจะมาเกาะติดอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง สำหรับการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ คือการเจาะเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว ถ้าเม็ดเลือดขาวสูงมากกว่าปกติจึงต้องทำการผ่าตัดไส้ติ่งออก ซึ่งไม่มีผลต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรประมาท หากมีอาการข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรรอให้อาการหนักจนไส้ติ่งแตกซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างมาก และที่สำคัญควรดูแลเรื่องการทานอาการที่มีผลต่อไส้ติ่ง เช่น การทานเม็ดฝรั่ง ซึ่งจะทำให้ไปสะสมในไส้ติ่งจนทำให้ไส้ติ่งแตกได้ในสักวันหนึ่ง

การปลูกถ่ายหัวใจเป็นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งหัวใจที่เปลี่ยนนั้นต้องใช้หัวใจคนปกติ ที่แข็งแรง ปราศจากโรคต่างๆ ซึ่งอาจจะเสียชีวิตกะทันหันหรืออุบัติเหตุ นำมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาต้องผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งการปลูกถ่ายหัวใจนั้นก็ปลูกถ่ายในตำแหน่งเดิมของหัวใจซึ่งจะถูกผ่าออกไปแล้ว แต่ในปัจจุบันการปลูกถ่ายหัวใจก็เจอกับปัญหาการขาดแคลนหัวใจเพื่อการปลูกถ่ายหัวใจ เทคนิคการปลูกถ่ายหัวใจในปัจจุบันดีขึ้นเป็นอย่างมากถ้าเทียบกับสมัยก่อนถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายหัวใจนั้นสามารถอยู่รอดได้ถึง 1 ปี ร้อยละ 70 อยู่รอดได้ถึง 5 ปี ร้อยละ 50 อยู่รอดถึง 10 ปี และร้อยละ 15 อยู่รอดได้ถึง 20 ปี ซึ่งผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายหัวใจแล้วนั้นสามารถใช้ชีวิตได้อย่างใกล้เคียงกับปกติมาก แต่ก็ยังมีร้อยละ 40 ที่สามารถกลับไปทำงานตามเดิมได้ สำหรับแพทย์ที่วินิจฉัยให้ทำการปลูกถ่ายหัวใจนั้นต้องทำการต่อคิวรอหัวใจใหม่ ที่ยังคงขาดแคลนในปัจจุบัน อีกทั้งยังต้องได้รับการดูแลจากจิตแพทย์เพื่อป้องกันปัญหาที่ตามมา คือ ปัญหาของสภาพจิตใจของผู้ป่วย และยังต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ทีมผ่าตัดการปลูกถ่ายหัวใจอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่สามารถจะกำหนดระยะเวลาที่แพทย์จะได้หัวใจดวงใหม่มาได้อย่างชัดเจนแน่นอน เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว จำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายหัวใจเพราะวิธีการรักษาโรคนี้ล้วนแต่ดื้อต่อการรักษานอกจากการปลูกถ่ายหัวใจ แต่การปลูกถ่ายหัวใจก็มีข้อห้าม ข้อปฏิบัติ หรือข้อยกเว้นอยู่มากมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในตัวผู้ป่วยเองและแพทย์ก็เป็นคนรับผิดชอบคนไข้อย่างรอบคอบ

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ การที่มีดวงตาสุกใส แวววาว เป็นอะไรที่น่ามอง และน่าดึงดูต่อเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกันเป็นที่สุด วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับในการบำรุงรักษา การดูแลดวงตาให้สุกใส แวววาว อยู่เสมอ มาบอกกันค่ะ

เคล็บไม่ลับอยากบอก

  1. เมื่อต้องใช้สายตาในการทำงาน อ่านหนังสือ หรือจ้องเพ่งมองอะไรเป็นเวลานานๆ ให้หมั่นคลึงบริเวณเปลือกตาทุก 3 ชั่วโมง
  2. ถ้ามีการแต่งหน้า หรือ เขียนขอบตา เวลาทำความสะอาดให้ทะความสะอาดให้หมดจดและให้สะอาดที่สุดทุกๆครั้ง หรือใช้ครีมทำความสะอาดดวงตาก่อนจะล้างหน้าทุกครั้ง
  3. ในทุกๆ 2 สัปดาห์ให้หาเวลาว่างๆ หั่นแตงกวาเป็นชิ้นบาง แช่เย็นๆมาปิดบริเวณเปลือกตา เพื่อเป็นการบำรุงผิวรอบๆดวงตา เพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการบวม และรอยหมองคล้ำให้ดูจางลงได้
  4. เวลาอ่านหนังสือ ให้อ่านในที่ๆมีแสงสว่างที่เพียงพอต่อดวงตา โดยไม่มือหรือสว่างจนเกินไป
  5. อายแชโดว์ อายไลน์เนอร์ หรือ มาสคารา คุณภาพต่ำ อาจมีผลทำร้ายดวงตาของคุณได้
  6. เมื่อเกิดอาการคันตา หรือ มีฝุ่นผงเข้าตาให้ลืมตาในน้ำสะอาด แทนการขยี้ตา
  7. รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอเยอะๆ เช่น ผักบุ้ง ชะอม ตำลึง ตับ ไข่แดง ฟักทอง เป็นต้น
  8. ไม่ใช้น้ำยาล้างตาหรือน้ำยาหยอดตาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน

ฝ้า เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของคุณผู็หญิงที่ไม่มีใครอยากจะเผชิญด้วย เพราะ ฝ้าเป็นปัญหาผิวหน้าที่แก้ยากมากๆ บางคนอาจจะต้องเสียเงินเสียทองไปมากมาย กับการรักษาฝ้า ทั้งเข้าคอสทรีดเม้น ทั้งเลเซอร์ ทั้งครีมที่ประโคมกันเข้าไป เป็นอะไรที่สิ้นเปลืองมากๆ ทางเราเลยอยากมาแนะนำสมุนไพรที่ช่วยรักษาและแก้ไขปัญหาฝ้าบนใบหน้าของคุณได้

1. แตงกวา

แตงกวานอกจากสรรพคุณที่ช่วยบำรุงผิวหน้าให้ขาวใส ดูเปล่งปลั่งแล้ว ยังสามารถช่วยคุณคลายปัญหาฝ้าบนใบหน้าของคุณได้อีกด้วย วิธีการก็คือ นำแตงกว่ามา 1 ผล แล้วหั่นเป็นแผ่นๆบางๆ จากนั้นนำมาทาบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้เป็นเวลา 10 – 15 นาที หรือ รอจนกระทั่งนำแตงกวาบนผิวหน้าแห้งไปแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด แนะนำว่าให้ทำแบบนี้ทุกๆวันติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนจากนั้นคุณจะสัมผัสได้ว่าฝ้าบนฝบหน้าของคุณดูจางลงหรือหายไปอย่างไร้ร่องรอย

2. ว่านหางจระเข้

วิธีการก็คือ นำว่านหางจระเข้มาปลอกเปลือกเอาแต่วุ้นๆที่มีเมือกเกาะอยู่ ให้คุณนำเมือกๆนั้นมาทาบริเวณที่เป็นฝ้า ท้งไว้เป็นเวลา 10 – 15 นาทีให้ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน ฝ้าของคุณก็จะหายไป

3. หัวผักกาด

ให้คุณนำหัวผักกาดมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำไปทาๆ ถูๆ ขัดๆ บริเวณใบหน้าที่เป็นฝ้าของคุณน (แบบเบามือ) แล้วทิ้งไว้เป็นเวลา 8 – 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน ฝาของคุณจะจางลงและหายไปในที่สุด

เมื่อเราไปเดินป่า ไปเที่ยวตามธรรมชาติ นั่งเรือไปตามเกาะหรือที่ต่างๆ แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องติดป่า หรือติดเกาะ อาจจะเจอพายุหรือภัยทางธรรมชาติ ซึ่งถ้าหากเราไม่ลองพยายามทำอะไรหรือทำสัญญาณขอความช่วยเหลือ เราก็จะไม่อาจรอดชีวิตออกจากป่าหรือเกาะได้ ดังนั้นเราจึงต้องมาเรียนรู้วิธีการทำสัญญาณขอความช่วยเหลือ

สัญญาณควัน

เป็นการทำสัญญาณขอความช่วยเหลือที่สามารถเห็นได้ชัดเจนที่สุด แต่ในบริเวณป่าอะเมซอนจะมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น จึงมีข้อจำกัดได้ว่าจะเห็นได้จากที่สูง เช่น เนินเขา ยอดเขา หรือบนอากาศเท่านั้น แต่ถ้าเป็นป่าหรือเกาะตามทะเลทั่วไป ก็อาจจะสามารถเห็นได้ง่ายและชัดเจนมากกว่า แต่หากไม่สามารถก่อไฟเพื่อที่จะทำให้เกิดควันได้จริงๆ ก็คงต้องลองหาวิธีการอื่นแทนได้สัญญาณเสียง

สัญญาณเสียง

บริเวณป่าดงดิบที่มีต้นไม้หนาแน่น หรือเกาะที่ติดอยู่ตามทะเลก็จะส่งเสียงได้ยากหน่อย เสียงจึงเป็นวิธีการขอสัญญาณความช่วยเหลือที่ดีที่สุดในระยะใกล้ ให้พยายามส่งเสียงดัง หรือเคาะสิ่งของที่ทำให้เกิดเสียงได้ เช่น เคาะถัง เคาะจาน ชาม เคาะไม้ที่มีเสียง หรือหาของอะไรก็ได้ที่เรามีติดตัว ถ้าไม่มีก็ในของในบริเวณนั้นแทน

สัญญาณธง

เป็นวิธีที่ง่ายมาก เพราะไม่ต้องใช้อะไรมากมาย แต่ควรจำไว้ว่าในป่าส่วนใหญ่เป็นสีอะไร ถ้าเป็นสีเขียวควรทำธงสีขาว สีแดง หรือสีเหลือง จึงจะทำให้เห็นเด่นชัด หากเราทำธงสีเขียวกลมกลืนไปกับป่า ก็จะไม่มีใครสังเกตุหรือมองเห็นได้ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูแล้งที่ใบไม้ผลัดใบเปลี่ยนสีเป็นสีแดงและน้ำตาล ให้ใช้ธงสีขาวและสีฟ้าจะดีที่สุด

หากคุณมีอาการปวดศีรษะแต่ไม่อยากรับประทานยาพาราเพราะกลัวจะเป็นอันตรายต่อตับ เพราะยาพาราจะทำให้ตับทำงานอย่างหนักและจะเกิดการสะสมอยู่ที่ตับ ถ้ารับประทานมากๆหรือนานเกินไปอาจถึงขั้นตับวายเลยก็ได้ ลองเปลี่ยนมารับประทานสมุนไพรไทยๆดูบ้างมั้ยค่ะ เพราะไม่เป็นอันตรายกับร่างกายแล้วยังช่วยบำรุงร่างกายเราอีกต่างหาก

1. มะยม

มะยมเป็นไม้มงคลที่โดยปกติแล้วผู้คนมักนิยมปลูกไว้ภายในบ้านกันอยู่แล้ว แต่คุณทราบหรือไม่ค่ะว่ามะยมช่วยคุณบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ โดยให้คุณนำใบมะยมที่แก่แล้วประมาณ 1 กำมือ ล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มกำน้ำตาลกรวด พอเดือดก็ยกลงจากเตาแล้วใช้ดื่มเวลารู้สึกปวดศีรษะ

2. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ก็เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณประโยชน์มากมายทั้งที่ดีต่อผิวพรรณหรือเป็นยารักษาโรคต่างๆหนึ่งในนั้นก็คือ ช่วยคุณบรรเทาอาการปวดศีรษะให้เบาลงได้ เพียงแค่คุณนำว่านห่างจระเข้มา 1 กาบ ปอกเอาเปลือกออกหันวุ้นของว่านหางจระเข้เป็นแผ่นบางๆ จากนั้นให้นำปูนแดง(สำหรับกินหมาก) ทาลงไปที่ว่านหางจระเข้แล้วนำไปแปะบริเวณขมับสักประมาณ 5 นาทีอย่าทิ้งไว้นานเกินต่อ 1 อันเพราะจะทำให้รู้สึกร้อน แต่ให้เปลี่ยนเป็นอันใหม่มาแปะเอาไว้แทน
ข้อควรระวัง อย่าให้นำจากว่านหางจระเข้ไหลเข้าตาอาจทำให้แสบตาได้

3. ขึ้นฉ่าย

อย่างเพิ่งงงนะคะว่าขึ้นฉ่ายเนี่ยนะช่วยได้ เราขอคอนเฟิร์มค่ะว่าขึ้นฉ่ายช่วยคุณได้จริงๆ เพียงแค่คุณนำขึ้นฉ่ายมาใส่เครื่องแยกกากให้ได้ปริมาณ 1 แก้วกาแฟ แล้วนำมาดื่ม อาการปวดศีรษะของคุณก็จะหายไปโดยปริยายค่ะ

4. มะนาว

การใช้มะนาวเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะวิธีจะคล้ายๆกับว่านหางจระเข้ โดยให้คุณหั่นมะนาวออกเป็นแว่นๆ แล้วใช้ปูนแดงสำหรับกินหมากมาทาให้ทั่วทั้งสองด้าน แล้วนำไปแปะไว้บริเวณขมับ ทิ้งไว้เป็นเวลา 5 นาทีให้ทำแบบนี้ประมาณ 4 – 5 รอบนะคะ

ปัญหาเส้นผมนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ใครหลายคนกำลังกังวลและต้องเผชิญกับมันอยู่ โดยส่วนใหญ่ปัยหาเกี่ยวกับเส้นผมที่พบบ่อยคือ เส้นผมอ่อนแอขาดและหลุดร่วงง่าย ซึ่งอาจจะทำให้ผมบางลงเรื่อยๆ ถึงขั้นหัวล้านเป็นหย่อมๆ เลยก็ว่าได้ จึงทำให้เทคโลโลยีฯของแชมพูยี่ห้อต่างๆ ล้วนแต่แข่งขันกันโดยการทำแชมพูสูตรผมขาดหลุดร่วงง่าย สูตรบำรุงเส้นผมต่างๆ มากมาย แท้จริงแล้วรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการดูแลเส้นผมก็ช่วยไม่ทำให้ผมขาดและหลุดร่วงได้ง่ายเช่นกัน

  1. ขณะที่ผมเปียกหรือหลังสระผม ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหรือขยี้แรงๆ เพราะจะทำให้เส้นผมขาดง่ายเนื่องจากผมเปียก อีกทั้งยังทำให้สุขภาพของเส้นผมและหนังศรีษะอ่อนแอ
  2. ไม่ควรหวีผมขณะผมเปียก ควรรอให้แห้งหรือเปียกหมาดๆก่อน เพราะจะทำให้เส้นผมขาดหลุดร่วงอย่างไม่รู้ตัว และจะทำให้มีสุขภาพของเส้นผมไม่แข็งแรง
  3. ไม่ควรมัดผม ถักเปียผมให้ตึงจนเกินไป เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ผมเราหลุดร่วงง่ายแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกปวดหัว เส้นผมดูกดึงรัดตึงจนเกินไป หรือเราดึงผมตัวเองให้หลุดออกมา
  4. ไม่ควรทำสี ดัดผม หรือให้ผมถูกสารเคมีมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ผมเสียและหลุดร่วงง่าย
  5. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องหนีบผม เพราะการหนีผมจากเรื่องหนึบไฟฟ้าทำให้ผมเสียได้ง่าย
  6. ควรให้อาหารให้กับเส้นผมโดยการบำรุงทรีทเม้นท์หรือวิตามินต่างๆ แก่เส้นผมบ้าง

เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมาดูแลสุขภาพของเส้นผมเป็นสำคัญ ก่อนที่จะผมร่วงจนหัวล้านหมดความมั่นใจ และยังทำให้เสียบุคลิกอีก โดยวิธีการดูแลเส้นผมง่ายๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเราเอง เพียงแค่ใส่ใจในรายละเอียดแล้วปัญหาสุขภาพผมของคุณจะหมดไป

มะนาว เป็นผลไม้ที่เราใช้กันในครัวอยู่ประจำทุกวัน เอาไว้ใช้ปรุงอาหารให้มีรสชาติเปรี๊ยว รสชาติเฉพาะของมะนาว คือ มีรสเปรี๊ยวจี๊ดจ๊าด มีลักษณะเป็นลูกกลมๆ สีเขียว ถ้าสุกแก่ๆ จะมีสีเหลือง มะนาวมีประโยชน์มากมาย มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการรักษาโรคได้ และยังถือว่ามะนาวก็เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ช่วยในการรักษาโรคได้เช่นกัน สรรพคุณทางยาในการรักษาโรคของมะนาว ช่วยรักษาอาการไอปนเลือด ต่อมทอลซินอักเสบ ตุ่มในคอเด็ก ละลายเสมหะ ช่วยแก้อาการเสียงแหบเสียงแห้ง ปก้ไข้ทับระดูในผู้หญิง ช่วยอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม ปวดศรีษะ ใช้เป็นยาบ้วนปาก ขจัดคราบบุหรี่ที่ติดอยู่ที่ฟัน ช่วยรักษาอาการหน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม ช่วยอาการเมาค้าง ลิ้นเป็นฝ้า ช่วยในเรื่องโรคผิวหนัง ฯลฯ วิธีการนำมะนาวมาทานนอกจากใช้ปรุงอาหารแล้ว ก็ยังนำมาปั่นกับน้ำ เป็นน้ำมะนาวปั่นที่กินง่าย รสชาติอร่อย ทำให้ชุ่มชื่น ลื่นคอ โดยปั่นน้ำมะนาวกับน้ำเชื่อม ใส่น้ำแข็งลงไป เติมเกลือลงไปเล็กน้อย แค่นี้ก็ได้น้ำมะนาวที่อุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินซี ที่ช่วยในการบำรุงผิวให้ขาว เนียนนุ่ม สวยน่าสัมผัสอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรมะนาวติดครัวเรือนไว้ปรุงอาหารให้มีรสชาติอร่อย ในมิติที่เปรี๊ยวสักนิด แล้วเราจะได้ประโยชน์จากมะนาวอีกมากมาย หรือจะใช้ล้างมือก็ทำให้สะอาด ทำให้ผิวนุ่มนวล โดยเฉพาะถ้าใช้ปรุงอาหารใส่ต้มยำกุ้งยิ่งเพิ่มรสชาติเปรี๊ยวจี๊ดเข้าไป ยิ่งทำให้ต้มยำกุ้งมีรสชาติที่อร่อย หรือจะนำไปซาวข้าวให้ขาวนั้นขาว หอม อร่อย เอาใส่ไข่เจียวก็จะฟูนุ่มน่าทาน

สำหรับอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงในเด็กนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถรับรู้ถึงอาการหรือระดับความรุนแรงของเด็กได้ จะได้ดูแลและช่วยเหลือเด็กได้ทัน ก่อนที่เด็กจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากไปจนทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงจะทำให้เด็กมีอาการอ่อนเพลีย ซึมเซา ชีพจรเบาเร็ว มีความดันเลือดต่ำ ซึ่งผู้ปกครองต้องประเมินถึงอาการขาดน้ำของเด็กได้แล้ว ซึ้งอาการขาดน้ำของเด็กแบ่งได้เป็น 3 ภาวะ คือ ภาวะขาดน้ำน้อย เป็นภาวะที่ยังไม่รุนแรงมาก คือ ร่างกายเสียน้ำไปประมาณ 3-5% เด็กจะยังมีลักษณะดูเป็นปกติ มีการกระหายน้ำเล็กน้อย ปัสสาวะเริ่มมีน้อยลง เนื่องจากเริ่มขาดน้ำ ควรดูแลรักษาเด็กเบื้องต้นโดยการให้กินน้ำ เกลือแร่ทางปากก่อน เพื่อป้องกันสภาวะการขาดน้ำและอิเล็กโทรไลต์มากจนทำให้เกิดอันตราย ภาวะขาดน้ำปานกลาง เป็นภาวะที่ร่างกายขาดน้ำหรือสูญเสียน้ำไปประมาณ 6-9% เด็กจะเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย หรือซมเซา ลักษณะกระหม่อมหน้าจะบุ๋มเล็กน้อยหรือตามีลักษณะบุ๋ม ปากมีลักษณะแห้งๆ มีน้ำตาน้อย หรือเวลาร้องไห้จะไม่ค่อยมีน้ำตา ชีพจรเต้นเร็ว ปัสสาวะน้อย หรือเด็กบางคนจะมีลักษณะการหายใจแบบหอบหืด ภาวะขาดน้ำรุนแรง คือเป็นภาวะที่อันตรายมากที่สุด เพราะร่างกายได้สูญเสียน้ำไปมากกว่า 10% เด็กจะมีอาการกระวนกระวายแต่ไม่มีแรง ซึมมาก อ่อนเพลียมากขึ้น เอาแต่นอน ลักษณะเยื้อบุช่องปากจะเหี่ยวแห้ง ตัวจะเย็น สีผิวของมือและเท้าจะผิดปกติ หรือมีสีซีด ลักษณะของกระหม่อมจะบุ๋มมากไม่มีการปัสสาวะมาหลายชั่วโมง อาจจะเกิดสภาวะช็อกตามมา ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน